Bangkok - 4 ชุมชนในฝั่งธน (เรื่องยาว)
posted on 06 Jan 2007 08:07 by londonboi in Asiaวันนี้มาเล่าเรื่องของฝั่งธนบ้างดีกว่า ส่วนใหญ่เนี่ยเวลาเราคิดจะไปเที่ยววัดเที่ยววาเรามักจะนึกถึงวัดพระแก้ว วัดสุทัศน์ วัดบวรนิเวศ ทางฝั่งพระนครก่อนเลยใช่ไหม จริงๆแล้วฝั่งธนก็มีวัดสำคัญๆเยอะ คนก็รู้จักกันเช่นวัดระฆัง วัดอรุณ วัดอินทาราม (วัดประจำรัชกาลของพระเจ้าตากสิน)
ต้องขอท้าวความก่อนว่า การเดินทางของผมไปสำรวจที่ต่างๆในวันนี้ก็เพราะว่าสนใจในวัดในแหล่งชุมชนต่างๆถึง 4 สถานที่ ซึ่งแต่ละมีความโดดเด่นและประวัติศาสตร์ไม่แพ้กันเลย แถมอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกันมาก แต่ละทีเดินทะลุหากันได้ในระยะ 10-20 นาที ผมใช้เวลาสำรวจสถานที่ต่างๆตั้งแต่ บ่าย 1 ถึง 6 โมงเย็น ก็ประมาณ 5 ชั่วโมงนะครับ สนุกมากๆ
วัดที่ออกเดินทางไปเยี่ยมชมก็ได้แก่
1 วัดประยูรวงศ์ (พุทธ)
2 วัดซางตาครูส (คริส)
3 มัสยิดบางหลวง (อิสลาม)
4 วัดกัลยาณมิตร (จีนพุทธ)
ถามว่าทำไมแหล่งชุมชนเหล่านี้ถึงได้มารวมอยู่ใกล้ๆกันที่ฝั่งธนบุรีนี้ได้ จริงๆแล้วต้องเล่าให้ฟังว่าหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 นั้น ไม่ใช่แค่คนไทยได้กระจัดกระจายเข้าป่า คนต่างชาตินั้นก็เหมือนกัน บางคนก็กลับประเทศบ้านเกิด บางคนก็หนีเหมือนคนไทย แต่พอสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงกู้อิสรภาพได้แล้ว ก็ได้ย้ายเมืองหลวงมาไว้ที่กรุงธนบุรีพร้อมพระราชทานที่ดิน มีการจัดสรรให้ชาวไทย ชาวต่างชาติที่นับถือศาสนาพุทธ คริสตร์ หรืออิสลาม ได้อยู่เป็นชุมชนในแถบฝั่งธนด้วยกัน
เอาละ ไม่ต้องเสียเวลา ไปดูในแต่ละวัดดีกว่าว่าเป็นอย่างไรบ้าง อิอิ ขอเริ่มต้นที่นี่ก่อนเลยคือ
วัดประยูรวงศ์
ชื่อประยูรวงศ์มาจากชื่อขุนนางคนหนึ่งที่ชื่อว่า
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิษ บุญนาค)
ซึ่งชื่อนี้อาจจะไม่คุ้นหูนักแต่ถ้าพูดถึงลูกชายของท่านที่ชื่อว่า
สมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุรยวงศ์ (ช่วง บุญนาค)
อาจจะรู้จักกันดี ว่าเป็นที่ปรึกษาของรัชกาลที่ 4 และเป็นผู้สำเร็จราชการแทนสมัยรัชกาลที่ 5 ยังทรงพระเยาว์ ตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยานี่ใหญ่ที่สุดแล้วในบรรดาข้าราชการทั้งหมด
ตำแหน่งนี้จากหนังสืออ้างอิงของฝรั่งนั้นเรียกว่า Preme Minister แต่แหล่งอ้างอิงของไทยที่เจอนี่จะตรงกับตำแหน่ง Duke
วันนี้มีสิ่งสัการะเยอะเช่นเจดีย์ใหญ่แห่งนี้ สร้างขึ้นนานแล้วเป็นที่ประดิษฐานพระสารีริกธาตุ
ตอนแรกคิดว่าเข้าไปด้านในไม่ได้ แต่เดินๆอยู่แล้วมีหลวงพี่ท่านหนึ่งบอกว่าเปิดประตูเข้าไปเลย ก็เลยเข้าไปเจอประตูวงกรดแบบนี้ล้อมรอบ หากหาทางเข้ามาแล้วเดินเล่นอาจจะหลงใช้เวลานานกว่าจะหาทางออกได้นะเนี่ย
ตรงนี้เรียกว่าเขาเต่าหรือเขามอ เป็นศิลปะแบบโกธิค จำลองไอเดียและคอนเซ็ปมาจากน้ำตาเทียนที่หยดลงมาจากเทียนในสมัยรัชกาลที่ 3
อีกมุมของเขามอ
พระวิหารวัดเป็นที่ตั้งของพระพุทธนาคน้อย
คำว่านาค นี่ผมไม่แน่ใจว่าเพราะมาจากคำว่า บุญนาค เปล่า
ข้างในต้องไปดูเองครับไม่ได้ถ่ายให้ดู
เมื่อก่อนตรงนี้มีอาคารเก่าๆแบบยุโรปด้วยนะครับ จะว่าไประแวกวัดประยูรศ์สมัยนั้นก็มีฝรั่งอาศัยอยู่เยอะนะครับ อาทิเช่นหมอบลัดเลย์ ที่เป็นมิชชั่นนารีที่เดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา แล้วก็เป็นหมอที่กรุงเทพในช่วงซักสมัยรัชกาลที่ 4-5
หมอบลัดเลย์ย้ายบ้านไปหลายที่มากๆตั้งแต่สัมพันธ์วงศ์ แล้วย้ายมาเปิดร้านของคุณหมอเองหน้าวัดประยูรวงศ์ก่อนที่จะย้ายไปเปิดออฟฟิศโรงพิมพ์แถวตรงข้ามป้อมวิชัยประสิทธิ์
มีเรื่องเล่าเหมือนกันว่าคุณหมอเป็นฝรั่งคนแรกที่นำวิชาการแพทย์เช่นการผ่าตัด การปลูกฝีและเทคโนโลยีการตีพิมพ์มายังเมืองสยาม ครั้งหนึ่งมีงานเฉลิมฉลองแล้วมีการยิงปืนที่วัดประยูรวงศ์ แต่ปืนดันแตกใส่คนซะนี่ หมอบลัดเลย์จึงต้องทำการรักษาผู้เคราะห์ร้าย เลยโด่งดังไปทั่ววัดประยูรวงศ์เลยครับ
เล่าอีกนิด หมอบลัดเลย์อยู่ที่เมืองไทยถึงวาระสุดท้ายเลยครับ ร่างของท่านถูกฝั่งอยู่ที่สุสานโปรแตสแตนข้างๆโรงงานยาสูบเดิมที่ถนนเจริญกรุง เขตยานาวา (ใครอยากเห็นไปกับผมมะ?)
อ่านๆดูจากภาษาอังกฤษเขียนว่า
Barindra Pariyattidharma
คืออาคารปริญญาปริญัติธรรมะ ถ้าจำไม่ผิดที่นี่น่าจะเป็นแหล่งที่เก็บหนังสือเพื่อให้เช่า เป็นต้นแบบห้องสมุดให้เช่าแห่งแรกของประเทศไทยนะครับ
วัดซางตาครูส
เดินมาอึดใจนึงประมาณ 10-15 นาทีจะเจอวัดฝรั่ง ตัวผมเคยเล่าเรื่องวัดคอนเซ็ปชั่นไปแล้วหวังว่าคงจะจำได้ว่าผมเคยกล่าวไว้ว่า วัดฝรั่งที่สำคัญในอดีตนั้นมี 3 ที่ที่มีชื่อเสียงได้แก่วัดนักบุญเซ็นยอแซฟที่อยุธยา วัดคอนเซ็ปชั่นและก็มาถึงที่นี่แหละครับคือวัดซางตาครูส
ลักษณะวัดซางตาครูสนั้นคล้ายวัดคอนเซ็ปชั่นมากๆ ไม่ต้องแปลกใจหรอกเพราะมันเป็นศิลปะทางโปรตุเกส ระแวกนี้สมเด็จพระเจ้าตากสินพระราชทานที่ดินให้ลูกหลานชาวโปรตุเกสครับ ที่ช่วยเหลือพระองค์ในการเป็นทหารกอบกู้ชาติบ้านเมือง ภายหลังพอมาถึงสมัยรัชกาลที่ 3-4สังคราชปาเลอกัวก็มีการปรับปรุงบูรณะใหม่แล้วตั้งชื่อว่า วัดซางตาครูส แต่ชุมชนแถวนี้จะเรียกว่า "กุฎีจีน"
เคยมีใครทราบไหมว่าทำไมมีคริสเตียนกับคริสตัง ผมก็เพิ่งมาแยกออกเองว่าคริสตังคือคาทอลิค คริสเตียนคือโปรแตสแตน ต่างกันที่ว่าคาทอลิคจะเป็นนิกายดั่งเดิมเชื่อถือในทุกอย่างทั้งเรื่องพระเยซู พระแม่มารีอา ปฏิหารต่างๆ แต่ในยุคสมัยหนึ่งทางศริสตจักรเกิดการนำคำสอนไปแสวงหาประโยชน์ต่างๆ จึงทำให้นักบวชชาวเยอรมันที่ชื่อว่ามาติน ลูเทอร์เกิดไม่ชอบใจ จึงประกาศนิกายโปรแตสแตนขึ้นมา ซึ่งจะยึดแค่หลักคำสอนแท้ๆเท่านั้น ไม่ยึดเรื่องอำนาจปฏิหารต่างๆ
ตรงนี้เป็นอาคารสมัยเก่านะครับ อ่านๆจากหนังสือแล้วน่าจะเป็นบ้านบาทหลวง แต่ผมเห็นว่าอาคารนี้อยู่ในเขตโรงเรียนซางตาครูสแล้ว
เอ้ หมาหรือเปล่า ผมเห็นเป็นหมา
ที่วัดคอนเซ็ปชั่นก็มีแบบนี้แต่เป็นรูปมังกร
พระเยซูถูกตรึงไม้กางเขน
สังเกตุดีๆจะมีคำว่า INRI
Iesvs Nazarenvs Rex Iudaeorvm
แปลว่า
Jesus of Nazareth, the King of the Jews
พระแม่มารี
มาดูชุมชนทางอิสลามบ้าง
มัสยิดบางหลวง
ที่นี่เป็นที่ที่ผมชอบมากครับ แต่หลงทางแทบตายต้องเดินไกลเป็นกิโลแล้วเข้าซอยลึกเข้าไปในชุมชนของคนอิสลามอีก ข้างในเหมือนชุมชนตรอกซอกซอยทั่วไปเลยครับ ค่อนข้างจอแจด้วยผู้คนและตลาด คนระแวกนี้ก็มีชื่อสั้นๆเหมือนกันว่า "กุฎีขาว"
ทางเข้าชุมชน เดินเข้าไปอีกลึกครับ ลึกมากๆๆๆๆ
คนแถวนั้นก็มองผมอย่างแปลกๆว่าเป็นใครมาจากไหน
คนแถวนั้นเป็นมุสลิมทั้งซอยเลย
มัสยิดที่นี่เป็นอะไรที่ผมประทับใจมากๆครับ เพราะไม่ได้เป็นโดมแบบมัสยิดที่เห็นกันอยู่ทั่วไป แต่เป็นแบบทรงไทยเรานี่แหละ ตอนแรกเขาก็สงสัยกันว่าผมมาทำอะไรที่นั่นเลยให้หนังสือดูว่าผมตามหนังสือมา ซึ่งเขาก็แปลกใจกันมากที่มีเด็กๆสนใจศึกษาเรื่องวัฒนธรรม
ผมขออนุญาติเข้าไปเดินชมถ่ายรูปจากคนในชุมชนนั้น ซึ่งตอนแรกมีปัญหาที่ใส่ขาสั้นมาแต่ทางเจ้าอาวาท (อิหม่าม) อนุญาติให้ผมเข้าไปโดยนุ่งโสลงที่เขาเตรีมไว้ให้ ในส่วนตรงภาพนี้เขาเรียกว่า มิมบัล ครับ
ตรงนี้เป็นภาษาอาราบิค
(ผมอ่านไม่ออกครับ อาจจะต้องถามผู้ที่ศึกษามา)
ผมชอบลวดลายผสมผสานตรงนี้มากๆ ท่านอิหม่ามบอกผมว่า ศาสนาอิสลามไม่จำเป็นต้องเป็นโดมหรอก อาคารสถานที่ทุกอย่างไม่ได้มีกฏเกณฑ์ว่าต้องสร้างอย่างไร แต่แก่นแท้ที่สำคัญจริงๆนั่นคือชาวมุสลิมยึดมั่นในพระอัลเลาะห์องค์เดียว ศิลปะเปลี่ยนแปลงได้แต่ศาสนาคือสิ่งที่ยึดมั่นครับ
อ้อลืมบอก หากได้มีโอกาสไปเที่ยวหลายๆประเทศ อาจจะเจอสิ่งแปลกหูแปลกตาที่จะเจอโบสถ์ฝรั่งแต่ข้างในเป็นมัสยิสหรือแม้แต่ในเมืองไทยวิหารเหมือนจะเป็นวันพุทธข้างในเป็นของคริสเตียนก็มีนะครับ
ช่วงที่ผมไปกำลังใกล้พิธีละมาด เลยได้พบและพูดคุยกับท่านอิหม่าม(เจ้าอาวาท) ก่อนเวลาละมาดซักแปปหนึ่ง มีคนเตรียมมาละมาดได้พูดปะทักทายผม ผมก็เพิ่งรู้นะว่าการแสดงความเคารพของชาวมุสลิมคือการจับมือ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมดั่งเดิมมีมาก่อนพวกฝรั่งมั่งค่าซะอีก
อิหม่ามท่านใจดีมากๆครับ แทนแลกเปลี่ยนความคิดกับผมซึ่งทำให้ผมได้รับมุมมองหลายๆอย่างของโลกอิสลามจริงๆมาไม่มากก็น้อยก็วันนี้นั่นแหละ แล้วพอถึงเวลาท่านก็ไปทำละมาด
หากมีเวลาว่างผมก็อย่างจะไปเยี่ยมอิหม่ามอีก ท่านใจดีนะครับยังบอกผมเลยว่าว่างๆกลับมานั่งสนทนากับท่านอีก จริงๆแล้วผมก็อยากจะศึกษาดูเหมือนกันว่าความคิดในโลกอิสลามที่ชาวพุทธอย่างเราเห็นตามสื่ออยู่ทุกวันนี่มันจะแตกต่างกับข้อเท็จจริงซักแค่ไหน
พิธีละหมาดครับผม
จะเห้นผ้าเขียวๆด้านซ้าย ตรงนั้นให้ผู้หญิงทำละหมาด
วัดกัลยาณมิตร
วัดนี้เป็นวัดใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยานะครับมาดูวิวริมน้ำกัน
มองมุมนี้จะเห็นวัดอรุณและป้อมวิชัยประสิทธิ์ วัดอรุณมีอีกชื่อว่าวัดแจ้ง จะอยู่ตรงข้ามกับวัดเชตุพลหรือวัดโพธิ์ สองวัดนี้จะมียักษ์ แล้วยักษ์วัดโพธิ์กับยักษ์วัดแจ้งก็ชอบตีกันทำให้พื้นดินแถวนั้นเตียนไปหมด ก็เลยเรียกท่าน้ำตรงนั้นว่า "ท่าเตียน"
ป้อมวิชัยประสิทธิ์มีตำนานยาวนานมาก อยู่ภายในเขตพระราชวังเดิมของพระเจ้าตากสิน ตรงนั้นเป็นที่ตั้งของกองทัพเรือในปัจจุบัน ป้อมวิชัยประสิทธิ์เดิมแล้วชื่อว่าป้อมวิชัยเยนทร์ บางคนสมัยก่อนก็เรียกว่าป้อมบางกอก สร้างมานานแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยา อำนวยการสร้างโดยพระยาวิชัยเยนทร์
พระยาวิชัยเยนทร์ไม่ใช่คนไทยแต่เป็นคนกรีกที่ระหกระเหินมาแสวงโชคจนได้เข้ามาอยู่เป็นข้าราชสำนักของพระนารายณ์ เดิมทีพระยาวิชัยเยนทร์ชื่อว่า คอนสแตนติน ฟัลคอน
จากแม่น้ำมองเข้ามาครับ
ชื่อวัดนี้มาจากชื่อ
เจ้าพระยานิกรบดินทร (โต กัลยาณมิตร)
เอ้ เป็นแบบจีน แต่กำลังก่อสร้างอยู่ มองเห็นไหมจะเห็นพระจีนอยู่ แต่เข้าไปในวิหารจะมี พระพุทธไตรรัตนนายก ชื่อเดียวกับหลวงพ่อโตที่วัดพนัญเชิงที่อยุธยานั่นแหละ แต่คนระแวกนี้จะเรียกกันว่า ซำปอกง
ไม่แน่ใจว่าการนำหลวงพ่อโตมาประดิษฐานที่วัดนี้เพราะชื่อของเจ้าพระยาองค์นี้ชื่อ โต หรือเปล่า จะได้มงคลเพราะคล้องกับชื่อของท่าน
ลวดลายกำแพงดูไม่ได้ไทยแท้ๆเท่าไหร่ หน้าผสมจีน นี่เป็นประตูทางเข้าไปสักการะซำปอกงนะครับ
อันนี้จีนแน่ๆครับ
ภายในอุโบสถ วิหารของที่นี่นะ จะมีภาพวาดกำแพงลายไทยผสมจีนอยู่ คือเหมือนไทยเลยละ ข้างบนมีเทวดา ข้างล่างมีมนุษย์แต่เน้นลักษณะเรื่องราวของชาวจีนที่อยู่ในเมืองไทย ผมไม่กล้าถ่ายมานะครับ เพราะกลัวว่าแฟลชจะไปทำให้ภาพฝาผนังชำรุดมากขึ้น
นี่เป็นหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ สร้างในสมัยรัชการที่ 4 เอาไว้เก็บตำราต่างๆ รวมถึงพระไตรปิฎกและคำภีร์ทั้งหลาย สังเกตุจากประวัติศาสตร์ได้นะครับว่ารัชกาลที่ 4 ท่านทรงดูแลบูรณะเรื่องเกี่ยวกับทางศาสนามากถึงมากที่สุด อาจจะเป็นเพราะท่านทรงออกบวชตลอดสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงครองราช
เป็นไงสนุกไหม?
5 ชั่วโมงของผมมาเล่าได้แป็ปเดียวเอง ยังไงบ้าง
ทุกศาสนาอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขมานานแล้วใช่ไหม
รักกันเถิด























สวัสดีครับ อยากไปถ่ายแบบนี้เก็บไว้บ้างจังครับ โดยเฉพาะวัดซางตาครูซ อะ เหอะๆๆ ได้ยินชื่อมานานแล้ว แต่ไม่เคยไปเลยย
#1 By ฟิวส์ on 2007-01-06 10:57